โกจิเบอรี่เม็ดใหญ่
โกจิเบอรี่เม็ดใหญ่ อร่อย หวาน พร้อมทาน
500 กรัม ราคา 350 บาท
1 กิโลกรัม ราคา 650 บาท
นอกจากนี้ผลการวิจัยของ Dr.Earl Mindell ยังช่วยตอกย้ำความจริงที่ว่า ผลโกจิเบอร์รีให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก โดยมีกรดอะมิโน 19 ชนิด มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการรวม 21 ชนิด ได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม (ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง) มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า มีวิตามินบี 1 บี 2 บี 6 และวิตามินอี ช่วยปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้กลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
โกจิเบอร์รี เพื่อการลดน้ำหนัก ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน
Dr.Earl Mindell ได้ค้นคว้าประโยชน์ของโกจิเบอร์รีแล้วพบว่า โกจิเบอร์รีช่วยเปลี่ยนอาหารที่เรากินเข้าไปให้เป็นพลังงานแทนไขมัน ดังนั้นจะบอกว่าโกจิเบอร์รีช่วยลดน้ำหนักได้ก็ไม่ผิดนัก
อีกทั้งโกจิเบอร์รียังอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิดอย่างที่กล่าวไปข้างต้น จึงนับเป็นซูเปอร์ฟู้ด ชนิดหนึ่งที่ให้พลังงานกับร่างกายได้เต็มเปี่ยม นอกจากนี้โกจิเบอร์รียังมีรสหวานจากกลูโคส และมีไฟเบอร์สูงพอสมควร จึงช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดให้เราไม่รู้สึกหิวจุบจิบ แถมไฟเบอร์ที่มีอยู่ก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ลดความอยากอาหารสารพัดอย่าง และช่วยลดปริมาณอาหารที่จะกินในมื้อต่อ ๆ ไปได้
มาถึงตรงนี้ ประเด็นที่ว่าโกจิเบอร์รีช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหมก็คงได้คำตอบกันไปแล้วนะคะ แต่นอกจากประโยชน์ในเรื่องลดความอ้วนแล้ว โกจิเบอร์รียังมีประโยชน์ตามนี้อีกด้วย
โกจิเบอร์รี หรือเก๋ากี้ สรรพคุณเด่น ๆ จากผลไม้สีแดง
เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีความสุข
จากผลการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Alternative and Complementary Medicine เมื่อปี 2008 พบว่า อาสาสมัครที่ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ นาน 15 วัน มีแนวโน้มสุขภาพแข็งแรงขึ้น อธิบายให้ชัดคือรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากกว่าที่เคยเป็น นอนหลับได้ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้นด้วย
ซึ่งเมื่อทดลองดื่มน้ำโกจิเบอร์รีต่อไปเรื่อย ๆ ก็ค้นพบว่า กลุ่มอาสาสมัครมีความเครียดน้อยลง ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าลดลง ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และมีแนวโน้มความสุขสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มทดลองที่ไม่ได้ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ
ปกป้องผิวจากรังสียูวี
ผลการทดลองกับหนูที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Photochemical and Photobiological Sciences ปี 2010 พบว่า หนูที่กินน้ำโกจิเบอร์รีจะมีแนวโน้มต้านรังสียูวีและการอักเสบที่เกิดจากรังสียูวีแผดเผาได้มากกว่าหนูที่ไม่ได้กินน้ำโกจิเบอร์รี
ทั้งนี้นักวิจัยได้อ้างผลการศึกษาไว้ว่า อาจเป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระในผลโกจิเบอร์รี ที่มีส่วนช่วยปกป้องและรักษาผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บำรุงสายตา
โกจิเบอร์รีมีสารทัวรีน (Taurine) ซึ่งผลการศึกษาจาก Optometry and Vision Science เมื่อปี 2011 พบว่า สารทัวรีนมีคุณสมบัติบำรุงสายตาให้แจ่มใส โดยเฉพาะสายตาของผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสายตาอันสืบเนื่องมาจากโรคเบาหวาน
ต้านเซลล์มะเร็ง
ด้วยความที่โกจิเบอร์รีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก จึงสามารถปกป้องเซลล์ร่างกายจากการถูกทำลายด้วยเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระของโกจิเบอร์รียังช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เกิดการอักเสบ ปกป้องเซลล์จากความเสื่อมต่าง ๆ และป้องกันการเกิดเนื้องอกได้อีกด้วยนะคะ
โดยทั้งหมดนี้เราก็ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอย ๆ แต่ยืนยันด้วยผลการศึกษาจากวารสาร Agricultural and Food Chemistry เมื่อปี 2008 ต่างหากจ้า
มีประโยชน์ต่อตับ และป้องกันอัลไซเมอร์
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology พบว่า ผลโกจิเบอร์รีช่วยลดความเสียหายของตับในหนูทดลองที่ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษลงได้ โดยนักวิจัยคาดว่าคุณสมบัติในการป้องกันนี้อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระในโกจิเบอร์รีนั่นเอง
นอกจากนี้การศึกษาเบื้องต้นในสัตว์ทดลองยังพบว่า โกจิเบอร์รีอาจช่วยให้น้ำตาลในเลือดสมดุล และนักวิจัยคาดว่านี่ยังอาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ด้วย






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น